2 องค์กร สร้างความร่วมมือแบบข้ามกระทรวง ดึงนวัตกรรม ‘AI-ชุดตรวจอัจฉริยะ’ สกัดโรคอุบัติใหม่ ยกระดับ ‘Smart Community Health’ รับมือภัยสุขภาพโลก
(วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569) ณ โถงแถลงข่าว สวทช. อาคารวิจัยโยธี ถ.พระรามที่ 6 กรุงเทพฯ: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง กรมควบคุมโรค และ สวทช. เพื่อบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูง เข้ากับงานด้านสาธารณสุข มุ่งเป้าสร้างระบบเฝ้าระวังโรคที่แม่นยำ และทันสมัยที่สุดในภูมิภาค โดยกรมควบคุมโรค ประกาศพร้อมมุ่งสู่ ‘องค์กรนวัตกรรม’ จะร่วมกับ สวทช. องค์กรวิจัยระดับประเทศ เพื่อยกระดับการป้องกันควบคุมโรคด้วยวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม สร้างกลไกเชื่อมโยงงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ พัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมด้านการควบคุมโรค เสริมศักยภาพองค์กรและบุคลากรภาครัฐ และสนับสนุนความมั่นคงทางสุขภาพของประเทศอย่างยั่งยืน
นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ปัจจุบันโลกเผชิญความท้าทายจาก โรคอุบัติใหม่ โรคอุบัติซ้ำ และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ซับซ้อน กรมควบคุมโรคจึงต้องเร่งขับเคลื่อนสู่การเป็น "องค์กรแห่งนวัตกรรม" (Innovation Organization) โดยความร่วมมือกับ สวทช. ในครั้งนี้ จะเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม ที่ตอบโจทย์ปัญหาสุขภาพ สนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล และระบบข้อมูลด้านการควบคุมโรคของประเทศ รวมถึงสร้างเครือข่ายนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญ เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาเชิงระบบอย่างยั่งยืน
“การร่วมมือกับ สวทช. คือกลไกสำคัญที่จะเปลี่ยนจากการทำงานเชิงรับเป็นการเชิงรุก เราจะใช้ข้อมูลเทคโนโลยีดิจิทัลและงานวิจัยเชิงประจักษ์เป็นฐานในการตัดสินใจเชิงนโยบาย เพื่อพัฒนาระบบเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เกิดประโยชน์ต่อสุขภาวะของประชาชนไทยอย่างยั่งยืน” นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ระบุ
ในอดีต สวทช. ร่วมมือกับ กรมควบคุมโรค ในการนำผลงานวิจัยและพัฒนา ไปใช้ในภารกิจสำคัญ อาทิ
- ระบบทันระบาด TanRabad แอปฯ สำรวจลูกน้ำยุงลายแบบเรียลไทม์ เพื่อแจ้งเตือนความเสี่ยงไข้เลือดออกทันที
- IAAM ระบบยืนยันตัวตนและจัดการสิทธิ์แบบ Zero Trust ใช้หลัก 4W และโมเดล ABAC เพื่อรองรับการใช้งานแพลตฟอร์มบริหารโรคติดต่อ
- BigStream แพลตฟอร์มจัดการข้อมูลแบบเรียลไทม์ รองรับ Big Data และ Open Data รวมถึง IoT เพื่อบริหารงานข้อมูลสุขภาพ
- INTERVAC ระบบ “วัคซีนพาสปอร์ต” สำหรับออกและตรวจสอบใบรับรองวัคซีเพื่อบริหารงานข้อมูลสุขภาพโควิด19
- DDC-Care Platform แพลตฟอร์มติดตามสุขภาพผู้เสี่ยงโรคติดต่อ ใช้เฝ้าระวังโรคอุบัติใหม่ เช่น โควิด19 และโรคปอดอักเสบ
- INTERVAC TUC ระบบบันทึกและตรวจสอบใบรับรองวัคซีนหลายชนิดที่เดินทางระหว่างประเทศ พร้อมเพิ่มมาตรการความปลอดภัยของระบบ
- โครงการพัฒนาระบบจัดการและเชื่อมโยงข้อมูลผู้ใช้งานระหว่างกลุ่มผู้ให้บริการกับศูนย์ข้อมูลสุขภาพ เพื่อยืนยันตัวตนดิจิทัล ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล และเพิ่มความปลอดภัย
- NCD Public BP / Health Station ระบบสถานีดูแลสุขภาพชุมชน เพื่อคัดกรองและติดตามผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงโรคความดันและเบาหวาน
ความร่วมมือในอนาคต สวทช. พร้อมส่งกองทัพงานวิจัย โดยนำร่อง ‘Traffy Fondue - แพลตฟอร์มเฝ้าระวัง’ เสริมทัพสาธารณสุข
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ย้ำถึงเจตนารมณ์ในการ “สร้างชาติด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” พร้อมกล่าวว่า ที่ผ่านมาทั้งสองหน่วยงานได้ร่วมกันสู้วิกฤตอย่างโควิด19 และโรคเมอร์สมาแล้ว และความร่วมมือครั้งใหม่นี้จะขยายผลไปสู่เทคโนโลยีที่ใกล้ชิดชุมชนมากขึ้น
“สวทช. มุ่งมั่นที่จะใช้ขีดความสามารถด้านวิจัยและแพลตฟอร์มข้อมูลมาสนับสนุนกรมควบคุมโรค อาทิ 1) Traffy Fondue ระบบรับแจ้งเหตุ ตรวจสอบ ติดตามการรายงานปัญหาในชุมชน การจัดการสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลต่อโรค ประโยชน์คือช่วยให้ประชาชนสามารถรายงานปัญหาสาธารณสุขผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลได้ทันที ทำให้หน่วยงานสามารถตอบสนองและแก้ไขปัญหาได้รวดเร็ว 2) OV-ATK ชุดตรวจพยาธิใบไม้ตับแบบรวดเร็ว ใช้เวลาเพียง 10 นาที พัฒนาโดยคนไทยและผลิตในประเทศ ประโยชน์ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการคัดกรองและตรวจโรคพยาธิใบไม้ตับในพื้นที่เสี่ยง ลดภาระค่าใช้จ่ายและเวลาในการตรวจ 3) Digital Healthcare Platform แพลตฟอร์มบริการด้านการแพทย์ดิจิทัล ร่วมพัฒนากับ สปสช. และหน่วยบริการสาธารณสุขในชุมชน ประกอบด้วย 3 ระบบย่อย A-MED, iDEMS, ThaiSook ประโยชน์ในด้านการสนับสนุนระบบข้อมูลสุขภาพแบบบูรณาการระหว่างหน่วยบริการ เพิ่มความสะดวกในการดูแลผู้ป่วยระยะไกล และพัฒนาระบบแพทย์แม่นยำแห่งชาติ Genomics Thailand วิจัยทางการแพทย์จีโนมิกส์ วิเคราะห์ข้อมูลพันธุกรรมและคลินิกของคนไทย ประโยชน์ในด้านการสนับสนุนแนวทางการแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) เพื่อการวินิจฉัยและรักษาโรคที่มีประสิทธิภาพเฉพาะบุคคล Biomarker Sensor พัฒนาเซนเซอร์ตรวจสารชีวภาพ เช่น อัลบูมิน เพื่อช่วยประเมินความเสี่ยงโรคจากสัญญาณชีวภาพ ประโยชน์สำหรับใช้ตรวจคัดกรองภาวะผิดปกติในร่างกายได้รวดเร็ว และช่วยลดค่ารักษาในระยะยาว และ 4) ระบบคุณภาพการให้บริการ EnvOcc เฝ้าระวังโรคจากการประกอบอาชีพ โครงการติดตามสุขภาพคนทำงาน ตั้งเป้า 2,000 โรงพยาบาล รายงานผลของแรงงานกว่า 500,000 คนต่อปี ประโยชน์ในการช่วยให้สามารถติดตามและป้องกันโรคจากการทำงานได้แม่นยำ ปกป้องสุขภาพแรงงานไทย
โดยในวันนี้ได้มีการนำแพลตฟอร์ม “Traffy Fondue” มาปรับใช้รับแจ้งเหตุและเฝ้าระวังสุขภาพคนเมือง การพัฒนาชุดตรวจโรคที่รู้ผลไวและแม่นยำเพื่อร่วมกันเปลี่ยนผ่านสู่ ‘สุขภาพชุมชนอัจฉริยะ’ หรือ Smart Community Health อย่างแท้จริง”
ทั้งนี้บันทึกข้อตกลงดังกล่าว ครอบคลุมทั้งการพัฒนาระบบข้อมูล (Big Data) ระบบเฝ้าระวังอัจฉริยะ และที่สำคัญที่สุดคือการพัฒนา “ศักยภาพบุคลากร” ของทั้งสองกระทรวงให้มีทักษะข้ามสายงาน (Cross-functional Skills) เพื่อรองรับวิกฤตสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต อีกทั้งจะเป็นโมเดลสำคัญของการบูรณาการข้ามกระทรวง (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม – กระทรวงสาธารณสุข) ที่จะช่วยยกระดับความมั่นคงทางสุขภาพของประเทศไทยให้ก้าวสู่ระดับสากล โดยเน้นการใช้ “นวัตกรรมนำหน้า” เพื่อลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจและสังคมจากการแพร่ระบาดของโรค





No comments:
Post a Comment